วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

การหายไปของขนมไทย เกิดจากเหตุผลใด

เราเคยมีอาชีพทำขนมไทยโบราณขาย ขายดี ขายเท่าไรไม่เคยพอ 

เพราะขายถูก กำไรน้อยมากใช้วัตถุดิบดี ไม่เคยห่วงของ ใส่กะทิต้องหัวกะทิล้วนๆ น้ำตาลต้องอย่างดี ศึกษาส่วนผสมว่าจะต้องใช้ต้องเลือกอย่างไรถึงจะเหมาะกับขนมชนิดนี้ ตรงนี้อาจเป็นเพราะเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเครื่องมือในการหาความรู้มากกว่าสมัยปู่ย่าตายายใช้Internet เข้าร้านหนังสือ แล้วลงมือทำจนประสบความสำเร็จ 
เข้าเรื่องเลยนะคะ ทำไมถึงอยากบอกเรื่องนี้ เพราะสมัยนี้ขนมไทยที่อร่อยและดีหากินยากมากๆ เราหยุดทำไปแแล้ว ทั้งที่ขายดี เราหยุดเพราะ....
1. เหนื่อย มากกกกก
2. ของแพงมาก กะทิ 1 โล 80-90 แล้ว
3. จุกจิก ปราณีต 
4. ลูกค้าเยอะ ไม่ได้เยอะด้วยจำนวนนะคะ (เรื่องเยอะ)






เทคนิคในการทำขนม
  1.  เทคนิคเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุ  เครื่องปรุงในการทำขนมไทย
  2.  เทคนิคเกี่ยวกับ  การเลือกใช้อุปกรณ์  เครื่องใช้ในการทำขนมไทย      
  3.  เทคนิคเกี่ยวกับ  วิธีการทำขนมไทย




สรรพคุณของมะพร้าว

  1. น้ำมะพร้าวช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ขาวนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ (น้ำมะพร้าว)
  2. น้ำมะพร้าวมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้เป็นอย่างดี (น้ำมะพร้าว)
  3. ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว มีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ได้เป็นอย่างดี (น้ำมะพร้าว)
  4. ในเนื้อและน้ำมันมะพร้าวอ่อนมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกายอย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และยังมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ภายใน 5 นาที (น้ำมะพร้าว)
  5. น้ำมะพร้าวมีประโยชน์ใช้เป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย (ยกเว้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและโรคไต)
  6. น้ำมะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นจึงช่วยดับร้อนในร่างกายได้เป็นอย่างดี (น้ำมะพร้าว)
  7. น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณสมบัติเป็นธาตุเย็น ช่วยล้างพิษ ขับพิษของเสียออกจากร่างกาย หรือช่วยดีท็อกซ์นั่นเอง (น้ำมะพร้าว)
  8. ช่วยบำรุงร่างกาย (เนื้อมะพร้าว)
  9. ช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่ร่างกายมีความเป็นกรดสูง เพราะน้ำมะพร้าวมีความเป็นด่าง ทำให้กลไกการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายเป็นปกติแส่งผลให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง (น้ำมะพร้าว)
  10. ช่วยบำรุงโลหิต (ดอก)


มะพร้าวอ่อน

แป้งเท้ายายม่อม

แป้งท้าวยายม่อม Arrowroot Starca จริงๆแล้วตามพจนานุกรม สะกดว่า เท้ายายม่อม   แป้งนี้ สกัดมาจากหัวมันท้าวยายม่อม   มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ   สีขาวเป็นเงา   เวลาใช้ต้องบดให้ละเอียดเป็นผง เมื่อนำไปประกอบอาหารจะให้ความข้นเหนียวหนืดและใส     เมื่อทำให้เย็นจะเหนียว ตัวกว่าแป้งมันสำปะหลัง นิยมนำมาใช้ร่วมกับแป้งชนิดอื่น ๆ   เพื่อให้ได้อาหารที่มีความข้นเหนียว เป็นมั นวาว เช่น ขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ฯลฯ      



แป้งมันสำปะหลัง
สำปะหลัง เป็นแป้งที่ได้จากมันสำปะหลัง ลักษณะของแป้งมีสีขาว เนื้อเนียน ลื่นเป็นมัน เมื่อทำให้สุกด้วยการกวนกับน้ำไฟอ่อนปานกลาง แป้งจะละลายง่าย สุกง่าย แป้งเหนียวติดภาชนะ หนืดข้นขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีการรวมตัวเป็นก้อน เหนียวเป็นใย ติดกันหมด เนื้อแป้งใสเป็นเงา พอเย็นแล้วจะติดกันเป็นก้อนเหนียว ติดภาชนะ  ใช้ทำลอดช่องสิงคโปร์ ครองแครงแก้ว เป็นต้น


     

ประโยชน์ของกะทิ

1. กะทิย่อยง่าย ทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว โดยร่างกายจะเผาพลาญกะทิให้กลายเป็นพลังงานในตับ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างทันที
2. ในกะทิมีกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดที่สามารถช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส และป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เชื้อจุลรินทีย์ และต่อต้านเชื้อราภายในร่างกาย จึงจัดได้ว่ากะทิสามารถสร้างภูมิกันเชื้อโรคต่างๆ ภายในร่างกายได้เป็นย่างดี
3. ช่วยลดการสะสมของไขมัน เพราะเมื่อเราบริโภคกะทิเข้าไปแล้วนั้น กะทิจะมีส่วนในการช่วยดึงไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ถูกสะสมไว้ไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อีกด้วย จึงสามารถช่วยลดการสะสมของไขมันได้เป็นอย่างดี
4. กะทิมีฤทธิ์ในการช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
5. ในกะทิมีวิตามินอยู่หลายชนิด เช่น วิตามินบี1,  วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินบี6 และ วิตามินซี วิตามินมีประโยชน์หลายอย่างต่อสุขภาพร่างกาย เช่น แก้โรคเหน็บชา ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยลดคอเลสตรอรอล ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของระบบประสาท ลดอาการเครียด ช่วยบำรุงผิวหนังให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง

 วิธีการทำ ขนมเต้าส่วน
 1. นำถั่วเขียวเลาะเปลือก ล้างทำความสะอาด จากนั้นจึงนำไปแช่ในน้ำร้อนประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำไปใส่ผ้าขาวบางและนำไปนึ่งจนสุก

2. ระหว่างรอถั่วเขียวนึ่ง เตรียมทำน้ำกะทิราดหน้าโดยนำหัวกะทิไปผสมกับเกลือและนำไปตั้งบนไฟอ่อนๆ คนสักพักจึงใส่แป้งข้าวเจ้าลงไปกวนจนแป้งสุกจึงปิดไฟ และพักไว้


3. นำน้ำเปล่าไปตั้งบนไฟร้อนปานกลาง จากนั้นจึงใส่น้ำตาลทรายลงไปคนจนละลายดี เสร็จแล้วใส่แป้งมัน ลงไปคนต่อจนแป้งสุกใส ใส่ถั่วเขียวนึ่งที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่หนึ่งลงไป คนจนกระจายทั่ว จึงปิดไฟ

4. ตักเต้าส่วนใส่ถ้วย ราดหน้าด้วยน้ำกะทิ (ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่สอง) พร้อมเสริฟได้ทันทีทั้งร้อนและเย็น  



สรรพคุณของถั่วเขียว
  1. มีโพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง
  2. ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
  3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด
  4. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีน และการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  5. ช่วยลดความดันโลหิต
  6. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
  7. ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมาก ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร
  8. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
  9. ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม
  10. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย



ส่ทำเต้าส่วน

ส่วนผสม 

        • ถั่วเขียวเราะเปลือก (ถั่วทอง) 1+1/4 ถ้วย
        • น้ำเปล่า 3+1/2 ถ้วย
        • ใบเตย 4-6 ใบ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 
        • น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
        • แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
        • แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
        • น้ำเปล่า 1 ถ้วย (สำหรับผสมแป้ง)
        • หัวกะทิ 1+1/4 ถ้วย
        • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา





จัดทำโดย นางสาวพรทิพย์ คงทน ม.6/5 เลขที่17